naza24 องค์การนาซา (NASA) บรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญในการเตรียมส่งมอบนวัตกรรมสำรวจอวกาศยุคใหม่ หลังจากโครงสร้างหลักของ กล้องโทรทรรศน์อวกาศแนนซี เกรซ โรมัน (Nancy Grace Roman Space Telescope) ได้เดินทางมาถึงศูนย์อวกาศเคนเนดี้ (Kennedy Space Center) รัฐฟลอริดา เป็นที่เรียบร้อย และล่าสุดทีมวิศวกรประสบความสำเร็จในการเคลื่อนย้ายพร้อมพลิกปรับตำแหน่งตัวกล้องที่มีน้ำหนักกว่า 18,000 ปอนด์ จากแนวนอนขึ้นสู่แนวตั้ง (Vertical Position) ภายในโรงประกอบความสูงสูง (High Bay) เพื่อเริ่มขั้นตอนการตรวจสอบระบบและประมวลผลทดสอบขั้นสุดท้าย
ขั้นตอนสำคัญที่ต้องใช้ความแม่นยำระดับมิลลิเมตร
การเคลื่อนย้ายโครงสร้างทัศนศาสตร์อันทรงพลังนี้ให้อยู่ในแนวตั้ง ถือเป็นก้าวสำคัญทางปฏิบัติการที่จำลองสภาวะพร้อมทำงานของอุปกรณ์ โดยทีมวิศวกรได้ดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมการปนเปื้อนอย่างเข้มงวดภายในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อ (Payload Hazardous Servicing Facility) การปรับตำแหน่งให้อยู่ในแนวตั้งช่วยให้ทีมงานสามารถเข้าถึงแกนระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเซนเซอร์รอบทิศทาง เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก (Inspections) และทดสอบฟังก์ชันการทำงานร่วมกันของระบบไฟฟ้าและเลนส์กระจก
เปิดเทคโนโลยี "ดวงตาจักรวาลมุมกว้าง" (WFI)
ความพิเศษของกล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมันที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตื่นเต้น คือการติดตั้งอุปกรณ์จับภาพมุมกว้าง Wide Field Instrument (WFI) ซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงขนาด 300 เมกะพิกเซล อุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยให้กล้องโรมันสามารถบันทึกภาพท้องฟ้าในย่านรังสีอินฟราเรดได้กว้างกว่ากล้องถ่ายภาพอวกาศฮับเบิล (Hubble) ในอดีตถึง 100 เท่า โดยที่ยังคงรักษาความละเอียดคมชัดของภาพไว้ได้ในระดับเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าการกวาดสายตาเพียงครั้งเดียวของกล้องโรมัน จะได้ข้อมูลมหาศาลเทียบเท่ากับการที่กล้องฮับเบิลต้องใช้เวลาถ่ายภาพซ้ำๆ นานนับเดือน
นอกจากนี้ ตัวระบบยังติดตั้งอุปกรณ์ Coronagraph Instrument ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบล็อกแสงดาวฤกษ์ดวงแม่ที่สว่างเกินไป ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถมองเห็นและถ่ายภาพดวงดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่โคจรอยู่รอบๆ ได้อย่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีกล้องตัวไหนบนโลกทำได้มาก่อน
อัปเดตแผนปล่อยตัว เร็วกว่ากำหนดการเดิม 9 เดือน
กล้องโทรทรรศน์อวกาศโรมัน ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่หลักในการไขปริศนาของพลังงานมืด (Dark Energy) สสารมืด และการออกตามหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงใหม่ๆ
ด้วยความก้าวหน้าในการทำงานที่ราบรื่นและเสร็จสิ้นขั้นตอนประกอบระบบหลักอย่างรวดเร็ว ทำให้นาซาและ SpaceX สามารถปรับเล็งเป้าหมายการปล่อยตัวให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิมถึง 9 เดือน โดยมีกำหนดการทะยานสู่อวกาศเร็วที่สุดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน 2026 นี้ ผ่านจรวดทรงพลังอย่าง Falcon Heavy ของ SpaceX ณ ฐานปล่อย Base 39-A ซึ่งการขยับเวลาที่เร็วขึ้นนี้จะช่วยให้มนุษยชาติได้เข้าถึงคลังข้อมูลชุดใหม่ของจักรวาลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ( naza24 )



