naza24 ทีมนักดาราศาสตร์เปิดเผยการค้นพบครั้งสำคัญผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope) ของ NASA หลังตรวจพบดาวเคราะห์นอกระบบขนาดยักษ์ดวงใหม่ชื่อว่า “เบตา พิกทอริส ดี” (Beta Pictoris d) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในระบบดาวเคราะห์ที่ได้รับการศึกษาอย่างเข้มข้นที่สุดระบบหนึ่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก
การค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters โดยระบบดาวฤกษ์อายุน้อยอย่าง เบตา พิกทอริส (Beta Pictoris) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 63 ปีแสง และมีอายุประมาณ 23 ล้านปี เคยวสืบค้นพบดาวเคราะห์ยักษ์โคจรอยู่ก่อนแล้ว 2 ดวง ได้แก่ เบตา พิกทอริส บี (Beta Pictoris b) และ เบตา พิกทอริส ซี (Beta Pictoris c) ทำให้การค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 3 ในครั้งนี้ ส่งผลให้ระบบดังกล่าวกลายเป็นระบบดาวเคราะห์ระบบที่สองในประวัติศาสตร์ที่มีดาวเคราะห์อย่างน้อย 3 ดวงที่สามารถถ่ายภาพได้
พลิกแนวคิดการค้นหา! ตรวจจับจาก 'บาร์โค้ดเคมี' แทนการมองเห็น
สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการดาราศาสตร์คือ วิธีการค้นพบดาวเคราะห์ “เบตา พิกทอริส ดี” ดวงนี้ แตกต่างจากดวงอื่นอย่างสิ้นเชิง นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ค้นพบจากการถ่ายภาพโครงสร้างดาวโดยตรง เนื่องจากตัวดาวเคราะห์ถูกบดบังด้วย “จานฝุ่นและเศษซากอวกาศ” หนาแน่นที่ทำหน้าที่คล้ายหมอกหนากระจายแสงรอบดาวฤกษ์
ทว่า ทีมวิจัยสามารถค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ขณะใช้เครื่องมือ NIRSpec (Near-Infrared Spectrograph) เพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงเดิม โดยสัญญาณสเปกตรัมที่แสดงพฤติกรรมดูดกลืนคาร์บอนมอนอกไซด์ปรากฏขึ้นมาเป็นรูปแบบเฉพาะตัวคล้าย “บาร์โค้ด” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ยักษ์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันตำแหน่ง การเคลื่อนที่ และองค์ประกอบทางเคมีได้ทันทีนับตั้งแต่การสังเกตการณ์ครั้งแรก นอกจากนี้ เครื่องมือ MIRI (Mid-Infrared Instrument) ยังช่วยตรวจพบสัญญาณของไอน้ำและก๊าซมีเทน ซึ่งยืนยันตัวตนของดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อย่างชัดเจน
ดาวเคราะห์ยักษ์ดวงเล็กที่สุดในระบบ กับวงโคจรวงนอก
แบบจำลองทางดาราศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ดาวเคราะห์เบตา พิกทอริส ดี มีมวลอย่างน้อยสองเท่าของดาวพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาสามดวงของระบบนี้ และมีวงโคจรกว้างที่สุด โดยอยู่ที่ระยะประมาณ 30 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งของดาวเนปจูนในระบบสุริยะของเรา แต่อยู่ภายในขอบด้านในของจานเศษซากอวกาศ ซึ่งการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ช่วยอธิบายปริศนาเรื่องขอบที่คมชัดและโครงสร้างที่ผิดปกติของจานฝุ่นรอบดาวฤกษ์ได้เป็นอย่างดี
ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคนิคสเปกโทรสโกปีความละเอียดปานกลางของกล้องเจมส์ เวบบ์ ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สแกนหาดาวเคราะห์ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีฝุ่นหนาแน่นได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ถือเป็นโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติที่นำโดย NASA ร่วมกับองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ( naza24 )



