ยานสำรวจ Curiosity ของ NASA ค้นพบลวดลายหินปริศนาคล้าย “รังผึ้ง” บนดาวอังคาร

ยาน Curiosity ค้นพบพื้นที่คล้ายรังผึ้งบนดาวอังคาร | Naza24

naza24 การค้นพบทางธรณีวิทยาครั้งใหญ่บนดาวแดง ยานสำรวจ Curiosity ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ได้ส่งภาพถ่ายพาโนรามาสุดตระการตา กลับมาจากบริเวณหุบเขา Valle Grande บนดาวอังคาร เผยให้เห็นทุ่งลวดลายหินเรขาคณิตคล้าย “รังผึ้ง” หรือรอยแตกหกเหลี่ยม (Polygonal fractures) ที่แผ่ขยายกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้นับตั้งแต่ลงจอดเมื่อปี 2012

ภาพถ่ายดังกล่าวบันทึกไว้ในขณะที่ยาน Curiosity ปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคาร (Sol 4,930 และ 4,931) เผยให้เห็นรอยแยกขนาดเล็กประมาณ 1.5 ถึง 3 นิ้ว (4 ถึง 8 เซนติเมตร) ต่อช่อง เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นลวดลายตาข่ายรังผึ้งที่ทอดตัวยาวสุดสายตา แถมยังโอบล้อมรอบฐานเนินหินทรายที่มีชื่อว่า Miraflores ความสูงกว่า 6 เมตรอีกด้วย

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์และการค้นหาต้นกำเนิด

แอชวิน วาซาวาดา (Ashwin Vasavada) นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ Curiosity จากห้องปฏิบัติการเจ็ทขับดัน (JPL) ของ NASA เปิดเผยว่า “แม้ทีมงานจะเคยเห็นทัศนียภาพที่น่าทึ่งมามากมาย แต่ทะเลลวดลายรังผึ้งเรขาคณิตผืนใหญ่นี้ทำเอาพวกเราแทบหยุดหายใจ”

ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งวิเคราะห์รูปทรงและองค์ประกอบทางเคมี โดยตั้งสมมติฐานถึงที่มาไว้ดังนี้:

  • ร่องรอยโคลนโบราณแห้งขอด: อาจเกิดจากชั้นโคลนในอดีตยุคที่มีน้ำสมบูรณ์ เกิดการแห้งแล้งและหดตัวจนแตกระแหงเป็นรอยแยก

  • วัฏจักรการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ: เกิดจากการขยายและหดตัวสลับกันของชั้นหินผ่านวงจรความร้อนและความเย็นจัดบนดาวอังคาร

  • แรงบีบอัดของชั้นตะกอน: เกิดจากแรงกดทับของชั้นหินตะกอนที่ทับถมกันจนคั้นเอาน้ำออกจากเนื้อหินในอดีต

ความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ดาวอังคาร

แม้ว่ายาน Curiosity จะเคยพบรอยแยกรูปหกเหลี่ยมเล็กๆ มาบ้างแล้ว แต่การค้นพบทุ่งรังผึ้งขนาดมหึมาในครั้งนี้ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าดาวอังคารเคยมีสภาวะแวดล้อมที่สลับระหว่างความชุ่มชื้นและความแห้งแล้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การสะสมของสารประกอบอินทรีย์โบราณและการกำเนิดสิ่งมีชีวิตระดับจุลินทรีย์ในห้วงเวลาหลายพันล้านปีก่อน ( naza24 )